Full Screen Gallery

9 DEC 09, DAY 5 เทรคกิ้งวันที่ 3 Ghorepani-Poon Hill-Ghorepani-Tadapani…วันที่สวยงาม เพลิดเพลินกับการเดินอย่างที่สุด...เมื่อคืนอธิษฐานไว้ได้ผลเหลือเชื่อ ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด นาฬิกาปลุกตั้งไว้ตีสี่รีบลุกออกมาหน้าบ้านบ้านแหงนหน้ามองท้องฟ้า โอ้..ดาวนับล้านดวงส่องแสงระยิบระยับ เป็นสัญญาณบอกว่า เช้านี้ฟ้าใสสุดยอดแน่นอน เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิทเป็นคงเพราะอยู่บนที่สูง และ หนาวมาก หมู่บ้านนี้ความสูงร่วม 3000 เมตร สูงกว่าดอยอินทนนท์ของเราซะอีก มีคนเนปลาลคนหนึ่งถามผมว่า ยอดเขาที่สูงที่สุดในเมืองไทยสูงเท่าไร ผมตอบไปว่าสูง 2500 ม.กว่าๆมั๊ง มันสวนมาว่าสูงแค่นั้น บ้านมันเรียกว่า hill หรือเนิน เท่านั้น ฟังคำตอบมันแล้วน่าถีบตกเหวมั๊ยครับ เล่นหยามกันซึ่งๆหน้า..ตี 5 เดินฝ่าความมืดไต่ระดับขึ้นยอด Poon Hill ทางชัน และ มืดมาก อาศัยไฟฉายตัวเก่งคาดหัวคลำทางไปเรื่อยๆ ระยะทางไกลแค่ใหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเหนื่อย และ หนาวมากอุณหภูมิอยู่ที่ -3 องศา แถมหายใจได้ไม่สุดปอดอีกตะหาก..
เหมือนกับว่าอ๊อกซิเจนในอากาศมันน้อยกว่าปกติ (ระดับความสูงขณะนั้นมีปริมาณอ๊อกซิเจนอยู่ที่ 68% ) ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ถึงแล้วยอด Poon Hill ก็ไม่รู้หรอกครับว่าความสวยมันอยู่ตรงใหน เพราะยังมืดอยู่ เห็นผู้คนจากนานาชาติขึ้นมารออยู่แล้วร่วม 100 คน มาจากหลายสัญชาติ แสดงว่าผมมาไม่ผิดที่แน่นอน...พระอาทิตย์เริ่มโผล่ ว้าว...ผมกำลังยืนอยู่บนสวรรค์ชัวร์ป้าด..ยอดเขาหิมะขาวๆ สูงปรี๊ด เรียงกันเป็นพรืดจากซ้ายไปขวาสุดหูสุดตา เอาเป็นว่าเลนส์มุมกว้างที่สุดในโลกก็ไม่สามารถเก็บภาพวิวทั้งหมดในเฟรมเดียวได้ ที่นี่เขาทำหอชมวิวให้ขึ้นไปถ่ายภาพกันด้วย แต่ผมไม่ได้ขึ้นไป เพราะกลัวว่าหอคอยจะถล่มลงมา ก็พวกพี่อินเตอร์ทั้งหลาย เล่นไปจองพื้นที่แบบแทบไม่มีที่เหลือให้ผมซะแล้ว ไม่เป็นไรเก็บภาพด้านล่างก็ได้ พูดถึงเรื่องการถ่ายภาพ เป็นครั้งแรกที่ผมถ่ายภาพยากที่สุด เนื่องจากต้องใส่ถุงมือกันหนาวไปด้วย เคยลองถอดดู มือชาไร้ความรู้สึก กดชัตเตอร์ไม่ได้เลยครับ ก็เลยใช้วิธีเสียบสายลั่นชัตเตอร์ใช้มือซ้ายกด…
มือขวาถือกล้อง พอถูไถไปได้..อยู่จนพระอาทิตย์ขึ้นสูง แสงโพลาไรซ์เริ่มมา โอ้โห..ท่านผู้อ่าน เกิดมาผมไม่เคยเห็นฟ้าที่เป็นสีน้าเงินเข้มจนเกือบดำได้ขนาดนี้ แบบว่าฟิลเตอร์ cpl โยนทิ้งลงถังขยะได้เลย มองมุมใหนก็เข้มไปหมด...ยืนมองวิวอย่างมีความสุขจนเวลาเกือบ 9 โมงได้เวลากลับลงมาเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ระหว่างทางเดินลง วิวสวยมาก แบบว่าต้องหยิบกล้องมากดทุก 10 ก้าวเลย...10 โมงกว่า ได้ฤกษ์เดินอย่างบ้าคลั่งอีกแล้ว จุดหมายวันนี้คือหมู่บ้าน Tadapani เส้นทางเดินในวันนี้ เป็นวันที่สวยงามเหลือเกิน ตลอดทางจะเดินเรียบไปกับเทือกเขาหิมาลัยตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน วันนี้เป็นวันที่ผมสนุกกับการถ่ายภาพที่สุด ถ่ายแบบไม่ห่วงเวลาว่าจะไปถึงที่หมายกี่โมง ทั้งๆที่เหลือระยะทางอีกยาวไกล..ตอนนี้บ่ายสองกว่าๆแล้ว เริ่มจะหิว แวะไปหาของกินที่หมู่บ้านทางผ่านชื่อว่า Banthanti เหลือเวลาอีก 4 ชม.กว่าจถึงจุดหมาย วันนี้คงได้เห็น night trekking อีกแน่นอน…
แต่ยังไงก็ยอมครับ ไม่รู้ว่าจะรีบเดินไปทำไม ทั้งๆที่มีวิวสวยๆให้ดูตลอดทาง ...สี่โมงเย็น เหลือระยะทางอีก 3 ชม.ก่อนถึงจุดหมาย หมอกลงจัดมาก ระยะตามองเห็นไม่เกิน 10 เมตรเอง ทางเดินค่อนข้างอันตราย หากก้าวพลาด มีหวังกลับบ้านเก่าแน่นอน ข้างๆทางเป็นหุบเหวลึกทั้งนั้น...เดินผ่าความมืดมาถึงจนได้หมู่บ้าน Tadapani..คืนนี้พักที่ Panorama View ทำไมถึงได้ชื่อแบบนี้ พรุ่งนี้เช้ามาพิสูจน์กัน...
10 DEC 09, DAY 6 เทรคกิ้งวันที่ 4 Tadapani-Ghandruk…เมื่อคืนเป็นคืนที่หนาวที่สุด เพราะที่พักเราใกล้กับยอดเขา Annapurna south มากๆ ระยะห่างแค่ 8 กม.เท่านั้น นอนแบบติดลบนี่มันทรมานกระดูกจริงๆ...เมื่อคืนมาถึง Tadapani พักที่ Panorama View ทำไมถึงชื่อนี้...ทันที่ที่แสงอาทิตย์แยงตาถึงเตียงนอน ผมรีบลุกไปเปิดประตู สิ่งแรกที่เห็นคือ ภาพภูเขา Annapurna south แบบแทบจะติดจมูก มันใกล้จริงๆครับ มองไปทางขวาก็เห็นเขาหางปลา อยู่ไม่ไกลนัก เมื่อคืนเรานอนใกล้ชิดภูเขาสูงเกือบ 8000 เมตร ขนาดนี้เลยรึ มิน่า หนาวโคตรๆ เช้านี้ฟ้าสดใสเช่นเคย อากาศที่นี่แปลกมาก ตอนเช้าฟ้าจะสดใส ตอนบ่ายเน่าสนิท หมอกมาจากใหนไม่รู้ มองอะไรไม่เห็นเลย ..วันนี้โชคดี ตื่นมาทันดูแสงทองอาบยอด Annapurna south ดูยังไงก็ไม่เบื่อ จะเบื่อได้ไงในเมื่อผมเป็นคนที่เกิดมามาเท่าระดับน้ำทะเล ยังก็ไงต้องงตื่นเต้นไว้ก่อน …
ของสูงๆแบบนี้ไม่ใช่เห็นได้ทุกวี่ทุกวัน อย่าว่าเวอร์เลยนะครับ มันเป็นเรื่องจริง ..7 โมงเช้า ได้เวลาอาอะไรใส่พุง แต่เป็นมื้อที่กินยากน่าดู คือว่าที่กินอาหารของที่นี่อยู่ด้านนอกกลางแจ้ง โต๊ะเก้าอี้ได้กลายเป็นน้ำแข็งหนาไปหมด ต้องไปขอกาน้ำร้อนมาราดให้น้ำแข็งละลายถึงค่อยหย่อนก้นลงได้ มื้อนี้ผมลองสั่งขนมปังทิเบตมากิน รสชาดแปลกๆ ออกเค็มๆ เหมือนคนทำลืมล้างมือทำนองนั้น หลังอาหารเช้าได้เวลาเดินทางกันต่อ วันนี้ทางเดินสบายมาก เดินไปผิวปากไป เพราะเป็นทางเดินลงเขาเป็นส่วนใหญ่ จุดหมายคือหมู่บ้าน Ghandruk ความสูงประมาณ 2000 เมตร ใช้เวลาเดินไม่ถึง 5 ชม.ก็ถึงแล้ว เดินลงเขานี่มันทำเวลาได้ดีจริงๆ เส้นทางเดินจะเป็นลักษณะป่าดิบชื้น สลับนาขั้นบันได หมู่บ้าน Ghandruk หมู่บ้านนี้ ผมยกให้เป็นหมู่บ้านเทพนิยาย ก็เพราะว่า บ้านเรือน วิถีชุมชน และ อีกหลายๆอย่าง น่าสนใจมาก ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ เป็นพวกชาวเผ่ากูรุง (Gurung) คนพื้นเมืองโบราณ อาศัยอยู่ตามเทือกเขาหิมาลัยเพราะฉนั้นวิถีชีวิต..
ขนบธรรมเนียมประเพณี จึงดูแตกต่างจากคนเนปาลี อย่างมาก ตอนไปถึง Ghandruk บังเอิญมีการแสดงฟ้อนรำของชาวบ้าน งานนี้ไม่มีพลาดอยู่แล้ว จากที่พัก มองลงไปเห็นพวกเขาร่ายรำอยู่ลิบๆ ก็ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารลงไปดูจนได้...ที่พักคืนนี้คือ Gurung Lodge เจ้าของใจดีมาก เข้ามาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง เล่าประวัติสถานที่ให้ฟัง เจ้าตัวเป็นชาวกูรุง อาศัยอยู่ที่นี่มาหลายรุ่นแล้ว ที่ผมประทับใจสุดก็คือ ฝีมือการทำอาหาร มื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดใน 4 วันที่ผ่านมา...ตอนบ่ายๆเย็นๆ หมอกลงจัดเช่นเคย เข้านอนดีกว่า หวังว่าพรุ่งนี้ตื่นมาคงจะได้เห็นวิวสวยๆ เหมือนวันที่ผ่านมา...
11 DEC 09, DAY 7 เทรคกิ้งวันที่ 5 วันสุดท้ายของการเทรคกิ้ง Ghandruk-Nayapul อาลัยกับการจากไปของอ้อมกอดหิมาลัย....ตั้งนาฬิกาปลุก หกโมงเช้า เพื่อความหวังที่จะได้เห็นแสงแรกแห่งวันอาบยอดเขาหิมะ และแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ บรรยากาศที่พักที่นี่ ตอนเช้าๆ กับ บ่ายๆ ช่างแตกต่างราวกับอยู่คนละสถานที่ เปิดประตูห้องนอนออกมา ก็เห็นภูเขาสูงมากๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนว่าเป็นวิมานอีกที่หนึ่ง โผล่มาต้อนรับให้ชาวโลกได้เชยชม คำพูดนี้ไม่ได้เวอร์นะครับ ถ้าใครได้สัมผัสด้วยตาตัวเอง จะรู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ทำไมพระเจ้าถึงสร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ให้ชาวเนปาล ใครรู้ช่วยตอบที...
เช้านี้มีเวลามากหน่อย ออกไปเดินเล่นสำรวจหมู่บ้าน...หมู่บ้านนี้ใหญ่โตพอสมควร ที่พักก็มีมากมาย ใครเหนื่อยตรงใหนก็พักตรงนั้น ทุกๆที่จะเห็นวิวภูเขาหิมะทั้งหมด...หลังอาหารเช้าเตรียมเก็บของลงกระเป๋า…9โมงเช้าต้องเดินทางกันแล้ววันนี้ใช้เวลาเดินประมาณ 7ชม. เป็นขาลงอีกแล้วแบบนี้ถึงไหนถึงกันเดินยังไงก็ไม่เหนื่อยเส้นทางเดินวันนี้จะผ่านนาขั้นบันได บางช่วงเป็นการเดินเลาะขอบผา เบื้องล่างเป็นหุบเหวลึกมากครั้งใดที่เหลียวมองไปด้านหลัง จะเห็นยอดเขาหิมะ โผล่มาทักทายตลอดเวลา แบบว่าเดินสิบก้าวหันหลังมาถ่ายภาพทีนึง เป็นอย่างนี้ตลอดทาง...
ใช้เวลาร่วม ชม.ถึงก้าวพ้นพื้นที่หมู่บ้าน Ghandruk ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่โตมากนัก เป็นอันว่าที่ตามองเห็นเมื่อวานนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเอง ชาวบ้านที่นี่จะอาศัยปลูกบ้านตามนาขั้นบันได ดูแล้วสบายตาดีจริง ใครว่าแม่แจ่มมีนาขั้นบันไดเยอะแล้ว มาดูที่นี่ซะก่อน เดินไปทางใหนก็เจอ ที่สำคัญอยู่สูงตามซอกหลืบหุบเหวทั้งนั้น...ระหว่างทางเจอเด็กนักเรียนสาวคนหนึ่งเดินสวนมา ด้วยความสงสัยก็เลยถามไปว่า โรงเรียนหนูอยู่ที่ใหนกันจ๊ะ..สาวน้อยชี้นิ้วไปยังยอดเขาโน่น เห็นอาคารเล็กๆเท่าขี้ตา ให้ตายเถอะ เด็กๆที่นี่ต้องเป็นลูกหลานซุปเปอร์แมนแน่ๆ ต้องเดินเท้าระยะทางชันๆไปโรงเรียนทุกวัน ถ้าเป็นผมนะ ยอมโง่ไม่รู้หนังสือดีกว่า แต่อย่างว่าล่ะครับ คนที่เกิดบนพื้นที่สูง ก็คงปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับสถานที่อย่างกลมกลืน...
ทุกก้าวที่เดินล้วนอิ่มเอมกับความสุขทางสายตา ดูชาวบ้านทำกสิกรรม เลี้ยงควาย เลี้ยงแพะ บางครั้งก็เจอคาราวานลา เดินสวนทางกัน ต้องรีบหลบให้ชิดฝั่งตรงข้ามหน้าผา ถ้าหลบผิดด้านมีหวังโดนลาส่งไปเกิดใหม่แน่นอน...บ่ายโมงแล้ว พวกเราลดระดับความสูงลงมาเรื่อยๆ เส้นทางช่วงนี้เป็นการเดินเลาะแม่น้ำสีเขียวๆใสๆ แ ม่น้ำสายนี้เกิดจากการรละลายของน้ำแข็งบนภูเขาหิมะทั้งหลาย น้ำจะไหลเชี่ยวตลอดลอดทั้งปี...
ตามวัฏจักรการเกิดและการดับของธารน้ำแข็งด้านบน เมื่อหิมะเก่าละลายไป หิมะใหม่ก็ตกลงมา เป็นแบบนี้ไม่จบสิ้น สีของแม่นน้ำเป็นสีเขียวมรกต น้ำใสขนาดที่ว่ามองลงไปในเห็นส่วนลึกสุดของแม่น้ำได้เลย ..บ่าย 3 พวกเรามาถึงจุด check post ในวันแรกอีกครั้ง เพื่อนำใบอนุญาตไปแสดงต่อ จนท ประทับตรา อีกนัยหนึ่งแปลว่า พวกเรารอดตายกลับมาแล้วทำนองนั้น หลังจากนั้นเดินอีก 20 นาทีก็ถึงหมู่บ้าน Nayapul จุดเริ่มต้น และ จุดสิ้นสุดของการเทรคกิ้ง 5 วัน ...รถตู้มารอก่อนหน้าที่พวกเราจะมาถึง พร้อมเดินทางกลับไปเมืองโพครา ...หลังจากอาบน้ำแต่งตัว พ วกเรานัดกันว่าจะไปฉลองกันมื้อใหญ่ ที่ร้านอาหารละแวกโรงแรม พร้อมทั้งเชิญ ไก๊ด์ และ ลูกหาบ มาร่วมกินข้าวด้วยกัน มื้อนี้เราเลือกร้านอาหารสไตล์เนปาล แต่ผมดันสั่งสเต๊กมากิน เพราะตลอด 5 วันผมกินแต่อาหารเนปาล รู้สึกว่าจะรับไม่ค่อยไหวแล้ว กินไปดูระบำพื้นเมืองชาวเนปาลไป ก็เพลินดีเหมือนกัน...
12 DEC 09, DAY 8 Pokhara-Kathmandu วันนี้ต้องเดินทางกลับกาฏมัณฑุ โดยรถบัส ค่าโดยสารคนละ 10 USD. รถออกเดินทางเวลา 7.20 น. ระยะทางแค่ 200 กม. แต่ใช้เวลาถึง 7 ชม. ผมเลือกที่นั่งฝั่งซ้าย เพื่อที่จะดูวิวภูเขาและแม่น้ำตลอดทาง เส้นทางเป็นแบบขึ้นลงเขา เลาะเหวตลอดทาง บางครั้งเสียวไส้จนเหงื่อแตก ก็เพราะถนนที่นี่พี่แขกแกไม่ทำที่กั้นขอบทางไว้เลย แถมคนขับคิดจะแซงก็แซงไม่สนใจรถที่สวนมา อาศัยบีบแตรไว้ก่อน ทำนองว่า กรูมาแล้วมรึงต้องหลบ ไม่งั้นกรูชนแหลก..ผมทนมองความเสียวไส้ได้ไม่นาน ยอมหลับตานอนดีกว่า ถึงวิวจะสวยยังไงก็ไม่อยากจะดูแล้ว มีความรู้สึกว่า 5 วันของการเทรคกิ้ง มันตื่นเต้นน้อยกว่าการนั่งรถบัสด้วยซ้ำไป....ถึงซะทีกรุงกาฏมัณฑุ สถานีจอดรถไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก เดินสิบนาทีก็ถึง แต่สัมภาระพวกเราสิเป็นปัญหา แต่ละคนแบกหน้าแบกหลังอย่างกับย้ายสำมะโนครัว ...16.30 น. วันแห่งการช้อปปิ้งเริ่มต้นแล้ว อยู่เนปาลมา 8 วัน …
ก็เพิ่งมีเวลามาช้อปปิ้งวันนี้แหละ โรงแรมที่พักอยู่ย่านทาเมล เดินเลี้ยวซ้ายออกมานิดหน่อยก็เจอแหล่งช้อปปิ้งมากมาย เป็นร้อยเป็นพันร้าน สินค้าส่วนใหญ่ จะเป็นพวกของเดินป่า เสื้อหนาว ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านขนมปัง ร้านของที่ระลึก และอื่นๆอีกมากมาย ผมเลือกหาสิ่งที่ผมตั้งใจ ตั้งแต่แรกคือ หนังสือเกี่ยวกับหิมาลัย และผ้าเนปาลที่เลื่องชื่อ ได้หนังสือภาพสวยๆมา 2 เล่ม ดูภาพแล้วก็สวยดี แต่ว่าถ้าเป็นผมถ่ายเองคงจะดูดีกว่านี้ (โม้อีกแล้ว..) และผ้าเนปาลมาอีก 5 ผืน โปสการ์ดจำนวนหนึ่งเอาไว้แจกคนที่กำลังรอผมกลับบ้าน ...คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายสำหรับเนปาล นอนหลับผันถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา แล้วเขียนเป็นบันทึกไว้เพื่อความทรงจำที่ดีตลอดไป....
13 DEC 09, DAY 9 บ๊าย บาย เนปาล ดินแดนแห่งอ้อมกอดหิมาลัย....ตื่นมารู้สึกใจหายเหมือนกัน เราต้องเดินทางกลับสู่มาตุภูมิแล้วหรือนี่ เป็นวัฏจักรทุกอย่างเมื่อมีเริ่มต้นก็ต้องมีสิ้นสุด 7 โมงเช้านัดกันที่ห้องอาหารของโรงแรม รีบกินอาหารเช้ากัน พวกเรามีโปรแกรม ไป กาฏมัณฑุ dubar square กันแต่เช้า แล้วรีบกลับมาจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสนามบินก่อน 11 โมง...เช้านี้เดินไกลอีกเช่นเคย 9 วันที่เนปาล มีแต่เดิน เดิน เดิน ถ้าผมมีกิจวัตรแบบนี้ทุกวัน รับประกันหุ่นเป็นนายแบบแน่นอน...ใช้เวลาประมาณ ครึ่ง ชม.ก็ไปถึงจตุรัสแห่งเมืองกาฏมัณฑุ แต่...ไม่ได้เข้าไปนะครับ เพราะรอสมาชิกที่เหลือ มัวแต่ช้อปปิ้งตามรายทาง กว่าจะพร้อมหน้ากันก็ปาเข้าไปเกือบ 9.30 น.แล้ว ก็เลยได้แค่เก็บภาพด้านหน้า และ วิถีชีวิตชาวบ้านแถวนั้น มีช่วงหนึ่งเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงแต่งกายคล้ายๆกุมารเทวี ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ ก็เลยแอบถ่ายมาภาพนึง เผื่อฟลุ้คมั่วได้ถูกคน...เดินมายังไม่ทันหายหอบ ต้องเดินกลับซะแล้ว...11 โมง นั่งรถตู้โรงแรม เดินทางสู่สนามบินตรีภูวัน เพื่อเดินทางกลับบ้าน คิดถึงบ้านจังวุ้ย...คิดถึง multiply กลับไปเปิด inbox คงจะเป็นลมสลบ ป่านนี้คงทะลักไปด้วยภาพของเพื่อนๆ แล้วผมจะเริ่มต้นยังไงละเนี่ย...นมัสเต เนปาล อีกครั้ง ถ้ามีโอกาสแล้วได้เจอกันอีกแน่นอน....
บทสุดท้าย...9 วันในเนปาล ผมได้ตักตวงประสบการณ์อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธรรมชาติที่สุดแสนอัศจรรย์ วิถีชีวิตผู้คนที่แปลกตา ความเชื่อ ความศรัทธา และ วัฒนธรรมที่แตกต่างจากบ้านเราอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบคุณสมาชิกน้องเดอะแก๊งค์ทั้ง 8 คน ประกอบด้วย ...น้องหนึ่ง (ผมให้เกียรติเรียกว่าพี่หนึ่ง) คนนี้ถ่ายรูปเยอะมาก และ เดินช้ามาก กว่าจะถึงจุดหมายในแต่ละวัน ต้องผ่านประสบการณ์ night trekking เกือบทุกวัน พี่หนึ่งน่ารักมาก เป็นคนตลกขบขันกับเพื่อนๆน้องๆทุกคน...น้องภัทร คนนี้เป็นคนคอยอำนวยความสะดวกสบายให้พวกเราทุกเรื่องตั้งแต่ก่อนเดินทางจนถึงวันสุดท้าย ถ้าไม่มีน้องภัทรทริปนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน คราวหน้าถ้ามีโอกาสเทรคกิ้ง กันอีก ผมคงแนะนำให้น้องภัทรไปฟิตร่างกายก่อน 3 เดือน เผื่อเดินได้เร็วขึ้น จะได้กินข้าวเย็นพร้อมหน้ากันซะที...น้องหนึ่ง หนุ่มหล่อหน้าคมเข้มเหมือนแขกเนปาล คนนี้เดินไปใหนจะโดนแขกส่งภาษาท้องถิ่นให้เสมอ จนพวกเราขำกันได้ทุกวัน วันละหลายเวลา...น้องหน่อย คนพูดน้อยแต่เดินเก่ง เดินก้าวไปพร้อมๆกับหนุ่มๆได้ทุกวัน อยากบอกว่าน้องหน่อยเป็นหญิงที่แกร่งมาก...น้องพล คนนี้เป็นรูมเมทผมแทบทุกคืน ขอบคุณที่ไม่นอนกรนนะครับ ไม่งั้นผมคงนอนไม่หลับ ...
น้องอาร์ท คนพูดน้อย มองโลกสวยเสมอ ใครจะทำอะไรไม่เคยขัดคอ น้องอาร์ทเป็นคนที่น่าคบมากขอบอก...น้องอาร์ม หนุ่มร่างใหญ่ใจสู้ พร้อมรอยยิ้มที่ใจดี ขนาดท้องเสียขณะเดินบนเขา ก็ยังใจสู้ เดินต่อไปให้ถึงจุดหมาย...น้องจอร์จ น้องเล็กสุดท้องในกลุ่ม เป็นตัวตลกที่ทำให้พวกพี่ขำกันได้ตลอดเวลา ถึงจะเดินเหนื่อยก็ยังหัวเราะกันออก...นายราม จันทรา ไก๊ด์พูดมากชาวเนปาลี ถามผมได้ตลอดเวลาว่า ตัวเองบริการดี ถูกใจมั๊ย ถามอยู่ได้ทุกครั้งที่คุยด้วย จนบางครั้งผมต้องให้คำตอบก่อนที่แกจะอ้าปากถาม เรื่องของเรื่องก็หวังเงินทิปล่ะสิ รู้ทันนะ...อาซัน ลูกหาบส่วนตัวของผม ผมมีอาซันไว้คอยถือกระเป๋ากล้องที่แสนจะหนักอึ้ง และเดินตามผมตลอดทุกฝีก้าว นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ ชี้เป้าช่วยหามุมมองอีกตะหาก อาซันทำตัวมีประโยชน์มาก ถ้ามีโอกาสต้องเรียกใช้บริการอีกแน่นอน...หัวโขมย ขอบคุณหัวโขมย ที่แอบหยิบเงินสดจากกระเป๋าผมขณะที่ผมหลับสนิทเพราะความเหนื่อย ผมเดาว่าคงเป็นคืนใดคืนหนึ่งในระหว่างการเทรคกิ้ง ผมวางกระเป๋าเงินไว้หัวเตียงซึ่งมีหน้าต่างที่ไม่มีกลอนประตู คุณโขมยแกเลือกหยิบเฉพาะแบ๊งค์ใหญ่ ๆ หายไปประมาณหมื่นบาท ขอบคุณที่ไม่เอาบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และเหลือเงินเศษๆ ให้ผมใช้จ่ายในวันที่เหลือ ซึ้งใจจริงๆ....สุดท้าย ขอขอบคุณประเทศเนปาล ดังเหตุผลที่กล่าวมามากมายข้างต้น...สวัสดีปีใหม่ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
ตะลอนวันหยุด ตอน เนปาลมนตราแห่งหิมาลัย ตอนจบ
โพสต์เมื่อ วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม 2552
เวลา 20:35
เข้าชม 2,148 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/EJido6
Full Screen Gallery http://g.thaimultiply.com/EJido6